เกี่ยวกับเรา

 

หมอชีวกโกมารภัจจ์

 

หมอชีวกโกมารภัจจ์ เป็นบุตรของนางสาลวดีนครโสเภณีประจำเมืองราชคฤห์แคว้นมคธ ในสมัยนั้นตำแหน่งนี้มีเกียรติยศต่างจากในสมัยนี้ นางสาลวดีตั้งครรภ์โดยบังเอิญเมื่อคลอดบุตรชายออกมาจึงสั่งให้สาวใช้นำไปทิ้ง แต่อภัยราชกุมารพระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสารไปพบเข้าจึงนำมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ชื่อชีวกตั้งขึ้นตามคำกราบทูลตอบคำถามของพระองค์ที่ตรัสถามว่า เด็กยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า มหาดเล็กกราบทูลว่ายังมีชีวิตอยู่ (ชีวโก) ส่วนคำว่าโกมารภัจจ์แปลว่า กุมารที่ได้รับการเลี้ยงดูหรือกุมารในราชสำนักหมายถึงบุตรบุญธรรมนั่นเอง

 

เมื่อเติบโตขึ้นชีวกถูกพวกเด็ก ๆ ในวังล้อเลียนว่าเจ้าลูกไม่มีพ่อ ด้วยความมานะจึงหนีพระบิดาไปเรียนศิลปวิทยาที่เมืองตักสิลาเพื่อเอาชนะคำดูหมิ่น วิชาที่เลือกเรียนคือวิชาแพทย์ แต่เนื่องจากไม่มีค่าเล่าเรียนจึงอาสารับใช้พระอาจารย์เมื่อเรียนอยู่ถึง 7 ปีจึงลาอาจารย์กลับบ้าน ระหว่างทางอาจารย์ให้ไปหาต้นไม้ที่ทำยาไม่ได้ให้เก็บตัวอย่างมาให้ดู ปรากฏว่ากลับมามือเปล่าเพราะต้นไม้ทุกต้นใช้ทำยาได้อาจารย์บอกว่าเขาได้เรียนจบแล้วจึงอนุญาตให้กลับได้

 

หลังจากกลับเมืองมาแล้วได้รักษาพระเจ้าพิมพิสารให้หายขาดจากภคันทลาพาธ (โรคริดสีดวงทวาร) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหมอหลวงและได้รับพระราชทานสวนมะม่วง แต่ต่อมาหมอชีวกก็ได้ถวายสวนนี้ให้พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลายและได้ถวายตัวเป็นแพทย์ประจำพระองค์อีกด้วย ด้วยความที่เป็นคนบำเพ็ญแต่สิ่งที่ดีงามช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยไม่เลือกฐานะ จึงได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะในด้านเป็นที่รักของปวงชน

 

ในวงการแพทย์แผนโบราณในปัจจุบันนี้ ถือว่าหมอชีวกโกมารภัจจ์เป็น บรมครูแห่งการแพทย์แผนโบราณ เป็นที่เคารพของประชาชนทั่วไป

 

 กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

 

พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (19 ธันวาคม พ.ศ. 2423 — 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466) ทรงเป็นต้นราชสกุล "อาภากร" เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและองค์ที่ 1 ในเจ้าจอมมารดาโหมด พระองค์ทรงได้รับสมัญญานามว่า "องค์บิดาของทหารเรือไทย"

 

ขณะที่เสด็จในกรมฯ ได้ทรงออกจากประจำการชั่วคราวระหว่างปี พ.ศ. 2454-2459 เป็นระยะเวลา 6 ปี พระองค์จึงทรงศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณเพื่อช่วยชีวิตคนยากจน โดยได้เสด็จไปหาพระยาพิษณุประสาทเวชหัวหน้าหมอหลวงฝ่ายยาไทยเพื่อขอเป็นลูกศิษย์ นอกจากนั้นยังมีพระอาจารย์อื่น ๆ อีกหลายคน เช่น หมอฝรั่งชาวอิตาเลียนและชาวญี่ปุ่น หม่อมเจ้าหญิงเริงจิตแจรง อาภากร พระธิดาเสด็จในกรมฯ ได้ทรงเล่าว่า พระองค์ทรงศึกษาอย่างจริงจังได้ทรงสั่งกล้องจุลทัศน์มาสำหรับตรวจโรคมีห้องพิเศษเรียกห้องเคมีวิทยาศาสตร์ พระองค์ทรงชอบทดลองมีการค้นคว้ายาแก้โรคต่าง ๆ ได้ทรงนำเอาสัตว์ต่าง ๆ ตั้งแต่สัตว์เล็ก ๆ จนถึงสัตว์ใหญ่มาทดลองยาที่ทรงปรุงทรงชำระคัมภีร์อติสาระวรรคโบราณกรรมและปัจจุบันกรรม ซึ่งเป็นตำรายาแผนโบราณจนเสร็จบริบูรณ์เมื่อ พ.ศ. 2458

 

เมื่อทรงทดลองยาที่ทรงปรุงจนได้ผลดี จึงทรงรับเป็นหมอรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้คนทั่วไป ไม่ว่าคนมี คนจน ใครมาหาก็ทรงตรวจรักษาให้ทั้งนั้น เสด็จในกรมฯ ทรงตั้งชื่อพระองค์ว่า "หมอพร" คนป่วยมาหาเองไม่ได้ ถ้ามารับไปตรวจและรักษาที่บ้านต้องเอารถมารับส่ง เวลานั้นนายทหารเรือป่วยกันมากไม่ค่อยไปโรงพยาบาล ใครป่วยก็มาหาหมอพร หมอพรจะตรวจและจ่ายยาให้โดยไม่คิดค่ายา ที่หายก็มี และที่ป่วยหนักตายก็มี สำหรับการรักษาประชาชนทั่วไปนั้น มีเรื่องเล่ากันว่า มีครอบครัวจีนในสำเพ็งรายหนึ่ง สามีคือพ่อบ้าน ซึ่งกำลังเจ็บหนักดูเหมือนจะเป็นวัณโรค ซึ่งเรียกกันในสมัยนั้นว่าฝีในท้องและใกล้จะตายอยู่แล้ว ก็ไม่มีทางจะกระเตื้องขึ้นเลย อาการมีแต่ทรงกับทรุด

 

ครั้นบ่ายวันหนึ่งเสด็จในกรมฯ ซึ่งปลอมพระองค์เป็น "หมอพร" เดินถือย่ามยานุ่งผ้าม่วงไว้หนวดไว้เคราเสด็จเข้าไปในสำเพ็งเด็กเล็กเดินหนีกันเกรียวกราวรู้ไปถึงหูภรรยาของคนเจ็บเมื่อรู้ว่าหมอพรก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้าไปกราบที่พระบาทร้องไห้ร้องห่มขอให้ไปช่วยชีวิตสามีจะเสียเงินเสียทองเท่าไรก็ยอม หมอพรจึงเดินตามอาซิ้มเข้าไปในบ้านหลังใหญ่และจะไปพินิจพิเคราะห์ตัวเถ้าแก่ใหญ่ที่กำลังหายใจครอก ๆ อยู่หลังจากพิจารณาด้วยความถี่ถ้วนแล้วก็ทำพิธีเป่ามนต์และท่องบ่นคาถาอยู่พักหนึ่งแล้วได้อัญเชิญคุณพระมาทำน้ำมนต์และรดคนไข้พร้อมกับมอบหมายยาไทยขนานหนึ่งไว้ให้แล้วหมอพรก็อำลาไป ต่อมาชั่วเวลาไม่นานนักพระองค์ก็เสด็จไปฟังผลปรากฏว่าอาการของคนไข้กระเตื้องขึ้นอย่างทันตาเห็น เถ้าแก่ที่มีเงินทองมากมายได้ลุกขึ้นกราบเรียกภรรยาให้เอาเงินมาถุงหนึ่งเพื่อจะถวายให้พระองค์เป็นค่ารักษา แทนที่เสด็จในกรมฯหรือหมอพรจะรับไว้กลับโบกพระหัตถ์ว่า พระองค์ไม่ใช่หมอประเภทเห็นแก่เงินเสด็จในกรมฯ ขอให้คนไข้นำเงินนั้นไปทำสาธารณประโยชน์อย่างอื่นต่อไป เศรษฐีจีนคนนั้นได้มอบเงินจำนวนนั้นไปใช้ในการสร้างศาลาการเปรียญที่วัดแห่งหนึ่ง

 

นอกจากเสด็จในกรมฯ ทรงศึกษาค้นคว้าตำรายาต่าง ๆ แล้วพระองค์ยังทรงรักษาโรคภัยไข้เจ็บแก่คนทั่วไปโดยไม่เลือกคนจนหรือคนมีและมิได้คิดค่ารักษาหรือค่ายาแต่อย่างใด ทุกคนที่มีความเดือดร้อนจะต้องได้รับความเมตตาอารีจากพระองค์ไปทั้งสิ้นจนเป็นที่นับถือของคนทั่วไปในนามของพระองค์ว่า "หมอพร" ข้อนี้เป็นที่ประจักษ์ในพระอัธยาศัยของพระองค์อีกด้านหนึ่งว่าทรงเมตตาอารีต่อคนทุกชั้นแม้ผู้ที่มิใช่ทหารเรือก็เคารพนับถือพระองค์เป็นที่สุดเช่นกัน

 อภัยภูเบศร

 

บริษัท พรภัจจ์ สมุนไพร จำกัด จึงได้ขออาราธนาบารมีของหมอชีวกโกมารภัจจ์และ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (หมอพร)มาตั้งเป็นชื่อของบริษัทฯ อีกทั้ง “พรภัจจ์” ยังหมายถึงพรจากหมอชีวกโกมารภัจจ์แพทย์ประจำพระองค์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อความเป็นสิริมงคลและให้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของบริษัทฯเป็นดั่งพรจากหมอชีวกโกมารภัจจ์และหมอพร ให้ทุกท่านหายจากโรคภัยไข้เจ็บและมีสุขภาพแข็งแรงทั้งนี้บริษัทฯ มุ่งหวังที่จะเผยแพร่ภูมิปัญญาความรู้ในการใช้สมุนไพรและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรที่มีคุณภาพในราคาย่อมเยาเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของคนทุกชนชั้น ทำให้ผู้บริโภคและบุคคลทั่วไปได้รับรู้และเข้าถึงประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ของสมุนไพรไม่ว่าจะเป็นการใช้เป็นยารักษาโรคต่าง ๆ การใช้เป็นเครื่องสำอาง เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง ฯลฯ เพื่อเป็นการนำคุณค่าของสมุนไพรกลับมาสู่วิถีชีวิตในสังคมสมัยใหม่

ตะกร้าสินค้า  

ไม่มีสินค้า

ค่าขนส่ง 0.00 ฿
ทั้งหมด 0.00 ฿

ตะกร้าสินค้า ชำระเงิน

หมวดหมู่สินค้า

Suppliers